จากกรณีที่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประกาศว่าจะดำเนินการต่อผู้กระทำผิดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างเด็ดขาด ประกอบกับมีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นฯ หลายประการ เช่น ในกรณีที่ ศาลอาญาตัดสินจำคุก นายแฮรี นิโคลายส์ (Harry Nicolaides) อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวออสเตรเลียเป็นเวลา 3 ปี, การจับกุมผู้เผยแพร่ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูงลงในเว็บไซต์ต่างๆ, การเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ของ นายใจลล์ ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลังถูกออกหมายเรียกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากกรณีเขียนหนังสือเรื่อง A Coup for the Rich รวมไปถึง การที่คดีหมิ่นฯ ของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เข้าสู่ชั้นของอัยการ โดยนายจักรภพ ได้เดินทางไปรายงานตัวต่ออธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งจากหลายๆ เหตุการณ์ข้างต้น ได้มีกลุ่มผู้ให้กำลังใจผู้ต้องคดีหมิ่นฯ ชูป้ายระบุข้อความ อย่างเช่น “ม.112 กฎหมายเผด็จการ ล้าหลัง ทำลายเสรีภาพ” ขณะเดียวกัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศ อย่างรอยเตอร์ ก็ได้ทำสรุปรายชื่อผู้ต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่ามีจำนวนนับสิบคนทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติ และเสนอข่าวในทำนองชี้นำว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นสากล เป็นกฎหมายล้าหลัง และขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
ต่อกรณีดังกล่าว นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์กับ ทีมข่าว ASTVผู้จัดการ โดยระบุว่า ชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเหมือนกับ คดีหมิ่นประมาททั่วๆ ไป ส่วนคนไทยอีกจำนวนหนึ่งก็กลับไปคิดเหมือนชาวต่างชาติ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นส่งกรณีที่ผลต่อความมั่น คงแห่งรัฐ
“ฝรั่งไม่เข้าใจว่า สำหรับประเทศไทยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มันไม่ใช่คดีหมิ่นประมาทเหมือนในประเทศเขา แต่มันเป็นหนึ่งในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งแต่ละประเทศมีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างไม่เหมือนกัน บางประเทศการกระทำความผิดบางอย่างที่คนไทยเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว แต่เขาบอกว่าไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่ อย่างหลายๆ กรณีในประเทศมุสลิม เช่น ผ้าคลุมหน้า (ฮิญาบ) หรือ เรื่องชู้สาว ในเมืองไทยคนไทยบอกเป็นเรื่องเล็ก แต่อย่างในซาอุฯ สหรัฐอเมริกา ถือเป็นเรื่องใหญ่” นายพีระพันธุ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็เป็นผู้ที่ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มเติมความผิดเกี่ยวกับการ กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทต่อพระบรมราชวงศ์กล่าวอธิบาย
นายพีระพันธุ์ ยังยกตัวอย่างอีกว่า ปัจจุบันหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศก็อาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ อย่างเช่น กรณีการบล็อกเว็บไซต์การก่อการร้าย การแสดงความคิดเห็นสนับสนุนการก่อการร้าย หรือการที่สหรัฐฯ ตรวจสอบผู้เดินทางทางอากาศในสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะการถอดรองเท้า ถอดเข็มขัด หรือบางครั้งต้องถอดเสื้อผ้า ทว่า เรื่องเหล่านี้ทางการสหรัฐฯ ถือว่าเป็นกรณียกเว้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่ง ณ สถานการณ์วันนี้เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำ หรือแม้กระทั่ง กรณีการลักทรัพย์ในประเทศซาอุดีอาระเบียที่มีโทษถึงขั้นตัดมือก็เช่นเดียว กัน
“เราต้องทำความเข้าใจว่า กฎหมายอาญานั้นมีมาก่อนพวกเราเกิดเสียอีก แล้วเมื่อมีมาตั้งแต่ต้นเขาได้แบ่งความผิดเอาไว้ โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ มีการกระทำหลายอย่างที่เขาถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงและกระทบความมั่นคงแห่ง รัฐ หนึ่งในนั้นก็คือความผิดในมาตรา 112 คือ เรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะว่าจากประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศไทยแล้ว เราต้องยอมรับว่าถ้าวันนี้เราไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ในอดีต ประเทศไทยจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า?” รมว.ยุติธรรม กล่าวและว่า “เพราะฉะนั้น ความผูกพันของสถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคงของประเทศเราจึงอยู่เหนือ ความเข้าใจของประเทศอื่น เพราะเขาไม่เหมือนเรา นี่เป็นเหตุผลภายในของเรา เราจัดชั้นเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ เป็นความผิดด้านความมั่นคงแห่งรัฐ”
ที่มา... http://politics.spiceday.com/redirect.php?tid=49589&goto=lastpost&sid=8IWsd7
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)


ดีค่ะ
ตอบลบ