วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

พินัยกรรมแบบธรรมดา

แบบพินัยกรรมมีทั้งหมด 5 แบบ ซึ่งผู้ที่ทำพินัยกรรมจะเลือกที่จะทำพินัยกรรมแบบใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าสมควรที่จะทำพินัยกรรมแบบใด
1. พินัยกรรมแบบธรรมดา
2. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
3. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
5. พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา

วันนี้จะยกตัวอย่างการเขียนพินัยกรรมแบบธรรมดา นะคับ
(1) ต้องทำพินัยกรรมเป็นหนังสือ
(2) พินัยกรรมที่ทำขึ้นต้องลงวันที่ เดือน ปี ขณะที่ทำพินัยกรรมถ้าไม่ลงไว้พินัยกรรมเป็นโมฆะ
(3) ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน พร้อมกัน แล้วให้พยานทั้งสองนั้นลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้นด้วย ซึ่งพยานที่ลงลายมือชื่อรับรองดังกล่าว จะต้องเขียนชื่อตัวเองเป็น
มิฉะนั้นแล้วไม่สามารถเป็นพยานในพินัยกรรมได้
(4) ถ้าจะมีการแก้ไขพินัยกรรมโดยการขูดลบตกเติมจะต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน

ตัวอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดา
ทำที่ บ้านทรายแก้วล้อมเพชร
วันที่ 20 เดือน มกราคม พ.ศ. 2553

ข้าพเจ้า นายศราวุฒิ แชงขวาไม่แชงซ้าย อายุ 80 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58/45 หมู่ที่ 6 ถนน เทพอิสระ ตำบล/แขวง รัษฏา อำเภอ/เขต เมือง จังหวัด ภูเก็ต ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้แบ่งทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคตให้แก่บุคคลที่มีชื่อต่อไปนี้ คนละหนึ่งส่วนเท่าๆ กันคือ
1. นายสมคิด แชงขวาไม่แชงซ้าย
2. นางสาวสมศรี แชงขวาไม่แชงซ้าย
3 นายสมปอง แชงขวาไม่แชงซ้าย
4. นายสมชาย แชงขวาไม่แชงซ้าย

และขอให้ นายจันทรชัย อิสระเปรมชัย เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าเพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามเจตนาของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเห็นว่าพินัยกรรมฉบับนี้มีข้อความถูกต้องตรงตามเจตนาของข้าพเจ้าแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน

ลงชื่อ นายศราวุฒิ แชงขวาไม่แชงซ้าย ผู้ทำพินัยกรรม
(ลายพิมพ์นิ้วมือ……………………………)

ข้าพเจ้าผู้มีนามข้างท้ายนี้ขอรับรองว่า นายศราวุฒิ แชงขวาไม่แชงซ้าย ผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำพินัยกรรมต่อหน้าข้าพเจ้า และได้สังเกตเห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทุกประการ ข้าพเจ้าจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ในพินัยกรรม
ลงชื่อ ……………………………… พยาน
(นายนพพร แสงสุวรรคีรี )
ลงชื่อ ……………………………… พยาน
(นางดาวเรือง สีสดใส )

ลงชื่อ ......................ผู้เขียน
(นายศราวุฒิ แชงขวาไม่แชงซ้าย )

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

การให้สินบน และการรับสินบน

เรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟัง
นายแมงหวี่เป็นเพื่อนบ้านกับนายแมงเม่า ซึ่งมีบ้านที่ใกล้กันมาก ทั้ง 2 คน รักใคร่กลมเกลียวกันมาก มีอะไรทั้ง 2 คนก็แบ่งปันกันตลอด
แต่วันเวลาได้ผ่านไป 2 เดือน นายแมงหวี่ถูกลอตเตอรี่ 18 ล้านบาท เขาได้ไปซื้อที่ดินเอาไว้หลายไร่ ซึ่งที่ดินแปลงนั้นอยู่ใกล้กับที่ดินของนายแมงเม่า จนทำให้นายแมงเม่าเกิดความอิจฉา ริษยา ที่นายแมงหวี่มีที่ดินจำนวนมาก
10 วันต่อมามีพนักงานที่ดินมาตรวจวัดที่ดินของนายแมงหวี่และนายแมงเม่า นายแมงเม่าก็เดินเข้าไปคุยกับพนักงานที่ดินที่มาตรวจวัดที่ดินของนายแมงหวี่ว่า... “ ถ้าคุณวัดที่ดินของผมให้ล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของนายแมงหวี่ ผมจะให้เงินคุณ 50,000 บาท”
พนักงานที่ดินก็ตอบตกลง นายแมงเม่าจึงเอาข้าวมันไก่ไปให้พนักงานที่ดิน แต่ข้างในกล่องข้าวมันไก่นั้นมีเงิน 50,000 บาท และต่อมาเมื่อมีโฉนดออกมาปรากฏว่าที่ดินของนายแมงเม่ามีพื้นที่มากกว่าเดิมหลายไร่
จากตัวอย่างข้างต้นปรากฏว่านายนายแมงเม่ามีความผิดตาม มาตรา 144 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา จังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และพนักงานที่ดินมีความผิดตามมาตรา มาตรา 149 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่งไม่ว่าการนั้น จะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

มีเรื่องใกล้ตัวมาเล่าให้ทุกคนฟังนะคับ แต่ที่ใกล้ตัวมากที่สุดคือเรื่องของทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา เหตุการณ์ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผมเองคับ(แล้วคุณคิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวไหมละ แต่ผมว่าใกล้สุด ๆ เลยนะครับ) พอดีคุณน้าข้างบ้านซึ่งเป็นสามีภรรยากัน 15 ปี ฝ่ายภรรยานั้นก่อนสมรสเธอมีเงินฝาก 5,000,000 ต่อมาภายหลังเธอได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากหลังการสมรสเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท
เธอก็ทะเลาะกับสามีของเธอว่า "เงินนั้นเป็นเงินของฉันนะ คุณไม่มีสิทธิ์ในเงินส่วนนี้" แต่ฝ่ายสามีนั้นก็กลับบอกว่า..."ผมก็มีสิทธิ์ในเงินส่วนนี้นะ เพราะว่าเงินนี้เป็นดอกเบี้ยหลังที่เราได้สมรสกันแล้วนะ " ทั้ง 2 ฝ่ายทะเลาะกันเสียงดังมาก พอดีผมได้เรียนประมวลกฏหมายเพ่งและพาณิชย์อยู่พอดีจึงนำไปให้เขาดู คือหมวด 4 ในเรื่องของทัพย์สินระหว่างสามีภรรยา ตามมาตรา 1474
ระบุว่า

"สินสมรส" ได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

(2) ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดย
การให้เป็นหนังสือ และในพินัยกรรมหรือหนังสือนั้นได้ระบุว่าทรัพย์สินที่ให้เป็น
สินสมรส ดังนั้น ถ้าไม่ระบุไว้ให้เป็นสินสมรส ก็จะเป็นสินส่วนตัวไปโดยปริยาย

(3) ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

สรุป *** ซึ่งในกรณีของสามีภรรยาคู่นี้คือ ...เงินในธนาคารเป็นของภรรยาถึงแม้จะเป็นสินส่วนตัว แต่ดอกเบี้ยเป็นสินสมรสแน่นอน เพราะว่าเงินที่ได้มาเป็นเงินดอกเบี้ยหลังทำการสมรส *** ซึ่งตรงกับ มาตรา 1474(3) ฝ่ายสามีก็สิทธิ์ในเงินนี้แน่นอนครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

“ม.112 ไม่ใช่คดีหมิ่นประมาท แต่เป็นความผิดด้านความมั่นคงแห่งรัฐ”

จากกรณีที่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประกาศว่าจะดำเนินการต่อผู้กระทำผิดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างเด็ดขาด ประกอบกับมีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นฯ หลายประการ เช่น ในกรณีที่ ศาลอาญาตัดสินจำคุก นายแฮรี นิโคลายส์ (Harry Nicolaides) อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวออสเตรเลียเป็นเวลา 3 ปี, การจับกุมผู้เผยแพร่ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูงลงในเว็บไซต์ต่างๆ, การเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ของ นายใจลล์ ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลังถูกออกหมายเรียกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากกรณีเขียนหนังสือเรื่อง A Coup for the Rich รวมไปถึง การที่คดีหมิ่นฯ ของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เข้าสู่ชั้นของอัยการ โดยนายจักรภพ ได้เดินทางไปรายงานตัวต่ออธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งจากหลายๆ เหตุการณ์ข้างต้น ได้มีกลุ่มผู้ให้กำลังใจผู้ต้องคดีหมิ่นฯ ชูป้ายระบุข้อความ อย่างเช่น “ม.112 กฎหมายเผด็จการ ล้าหลัง ทำลายเสรีภาพ” ขณะเดียวกัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศ อย่างรอยเตอร์ ก็ได้ทำสรุปรายชื่อผู้ต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่ามีจำนวนนับสิบคนทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติ และเสนอข่าวในทำนองชี้นำว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นสากล เป็นกฎหมายล้าหลัง และขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

ต่อกรณีดังกล่าว นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์กับ ทีมข่าว ASTVผู้จัดการ โดยระบุว่า ชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเหมือนกับ คดีหมิ่นประมาททั่วๆ ไป ส่วนคนไทยอีกจำนวนหนึ่งก็กลับไปคิดเหมือนชาวต่างชาติ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นส่งกรณีที่ผลต่อความมั่น คงแห่งรัฐ

“ฝรั่งไม่เข้าใจว่า สำหรับประเทศไทยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มันไม่ใช่คดีหมิ่นประมาทเหมือนในประเทศเขา แต่มันเป็นหนึ่งในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งแต่ละประเทศมีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างไม่เหมือนกัน บางประเทศการกระทำความผิดบางอย่างที่คนไทยเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว แต่เขาบอกว่าไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่ อย่างหลายๆ กรณีในประเทศมุสลิม เช่น ผ้าคลุมหน้า (ฮิญาบ) หรือ เรื่องชู้สาว ในเมืองไทยคนไทยบอกเป็นเรื่องเล็ก แต่อย่างในซาอุฯ สหรัฐอเมริกา ถือเป็นเรื่องใหญ่” นายพีระพันธุ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็เป็นผู้ที่ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มเติมความผิดเกี่ยวกับการ กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทต่อพระบรมราชวงศ์กล่าวอธิบาย

นายพีระพันธุ์ ยังยกตัวอย่างอีกว่า ปัจจุบันหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศก็อาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ อย่างเช่น กรณีการบล็อกเว็บไซต์การก่อการร้าย การแสดงความคิดเห็นสนับสนุนการก่อการร้าย หรือการที่สหรัฐฯ ตรวจสอบผู้เดินทางทางอากาศในสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะการถอดรองเท้า ถอดเข็มขัด หรือบางครั้งต้องถอดเสื้อผ้า ทว่า เรื่องเหล่านี้ทางการสหรัฐฯ ถือว่าเป็นกรณียกเว้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่ง ณ สถานการณ์วันนี้เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำ หรือแม้กระทั่ง กรณีการลักทรัพย์ในประเทศซาอุดีอาระเบียที่มีโทษถึงขั้นตัดมือก็เช่นเดียว กัน

“เราต้องทำความเข้าใจว่า กฎหมายอาญานั้นมีมาก่อนพวกเราเกิดเสียอีก แล้วเมื่อมีมาตั้งแต่ต้นเขาได้แบ่งความผิดเอาไว้ โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ มีการกระทำหลายอย่างที่เขาถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงและกระทบความมั่นคงแห่ง รัฐ หนึ่งในนั้นก็คือความผิดในมาตรา 112 คือ เรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะว่าจากประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศไทยแล้ว เราต้องยอมรับว่าถ้าวันนี้เราไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ในอดีต ประเทศไทยจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า?” รมว.ยุติธรรม กล่าวและว่า “เพราะฉะนั้น ความผูกพันของสถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคงของประเทศเราจึงอยู่เหนือ ความเข้าใจของประเทศอื่น เพราะเขาไม่เหมือนเรา นี่เป็นเหตุผลภายในของเรา เราจัดชั้นเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ เป็นความผิดด้านความมั่นคงแห่งรัฐ”
ที่มา... http://politics.spiceday.com/redirect.php?tid=49589&goto=lastpost&sid=8IWsd7